Home > iT > คุณรู้เรื่องเหล่านี้ดีแค่ไหน(printer)

คุณรู้เรื่องเหล่านี้ดีแค่ไหน(printer)

คุณรู้เรื่องเหล่านี้ดีแค่ไหน

1. ตลับใสไม่มีฟองน้ำจุดเด่นคือ
– เมื่อเติมหมึก จะใช้ได้ในทันที โดยแทบไม่ต้องคลีน (ตลับธรรมดาต้องคลีน)
– เมื่อเติมหมึก จะเติมได้หลายครั้งเพราะไม่มีฟองน้ำ (ตลับธรรมดาเติมได้ไม่กี่ครั้งฟองน้ำจะแข็งตัว)
– เมื่อเติมหมึก จะเติมได้ง่ายมองเห็นระดับชัดเจน (ตลับธรรมดาส่วนใหญ่ไม่เห็นน้ำหมึก)

ปัจจุบันมีที่ใช้ได้ก็เป็น EPSON ทุกรุ่น และ CANON ตลับ BCI21-24 ครับ

2. อาการของ epson คืออาการ ไฟสีเขียวกระพริบสลับกันกับสีแดงเครื่องก็ไม่ทำงาน อยากทราบว่าเป็นกับอะไรครับ เป็นกับเมนบอร์ดรึเปล่า เพราะเปลี่ยนแล้วใช้ได้ แล้วถ้าไม่เปลี่ยนมีวิธีแก้ไขอย่างอื่นไหมครับ
อาการ ไฟ เขียว-แดง ติดสลับกัน เรียกว่า ถาดหมึกเต็ม ครับ จะพบใน EPSON CANON ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน บอร์ด ครับ
1- เคลียร์บอร์ด หรือ เคลียร์Counter นะครับ
2- เปลี่ยนถาดซับหมึก

3. Sublimation Ink ?
หมึกพิมพ์สีระเหิด (Sublimation Ink)
ส่วนประกอบสำคัญที่สุดของหมึกพิมพ์สีระเหิดนั้น คือ แม่สีสีระเหิด (sublimation dyes) ที่ใช้เพื่อให้เกิดสีต่างๆ เมื่อได้รับความร้อน แม่สีเหล่านี้จะระเหย กลายเป็นไอและผ่านไปเกาะติดลงบนผ้าในลักษณะย้อมเส้นใยเป็นผลให้ลวดลายที่พิมพ์เกิดลงบนผืนผ้าและมีความนุ่มเช่นเดียวกับวัสดุ ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติทนต่อการซักและทนแดดได้เป็นอย่างดี
ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือ นอกจากการรีดลอกลงบนผ้าแล้วยังสามารถลอกบนวัสดุสังเคราะห์และวัสดุเคลือบผิวด้วยสารสังเคราะห์อื่นๆ ได้ เช่น พลาสติกทนความร้อน โลหะเคลือบผิว ไม้เคลือบผิว ฯลฯ

การพิมพ์รูปลอกสีระเหิด
การพิมพ์รูปลอกประเภทนี้สามารถพิมพ์ได้หลายระบบ เนื่องจากแม่สีที่ใช้สามารถนำมาผลิตเป็นหมึกพิมพ์ต่างชนิดได้ เช่นหมึกพิมพ์ออฟเซต (offset) หมึกพิมพ์กราวัวร์ (rotogravure) หมึกพิมพ์สกรีน (screen) และล่าสุดคือ หมึกพิมพ์อิงค์เจต (inkjet) ซึ่งปริมาณงานพิมพ์ ความคมชัดและความละเอียดของลวดลายที่จะพิมพ์จำเป็นต้องกำหนดระบบการพิมพ์ที่จะนำมาใช้ดังเช่น งานพิมพ์ทั่วๆ ไป เช่น ระบบกราเวียร์จะเหมาะกับลวดลายที่ต้องการพิมพ์ต่อเนื่อง (step – repeat continuous) เช่น การพิมพ์ผ้าม้วน ระบบออฟเซต จะเหมาะกับการพิมพ์จำนวนมาก และต้องการความละเอียดสูง การพิมพ์สกรีนเหมาะกับจำนวนพิมพ์ปานกลาง ความละเอียดปานกลางถึงสูง การพิมพ์อิงค์เจตจะเหมาะกับการพิมพ์จำนวนน้อย หรือใช้พิมพ์งานตัวอย่าง

การรีดลอก
การรีดลอกสีระเหิดนั้นขึ้นอยู่กับ อุณหภูมิ แรงกด และเวลา ดังนั้น เครื่องรีดลอกนี้จะนำมาใช้ในการรีดลอกนี้จะต้องมีคุณสมบัติทั้ง 3 ประการ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ แบบเรียบ (flat-bed) และแบบม้วน (rotary) เครื่องแบบเรียบ จะเหมาะกับงานที่เป็นผ้าชิ้น ตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ สำหรับเครื่องแบบม้วน จะเหมาะกับการรีดทั้งที่เป็นม้วน เช่น ผ้าหลา และงานรีดแบบแผ่น ข้อดีประการหนึ่งของการรีดลักษณะนี้ คือความสม่ำเสมอของความร้อนตลอดแนวรีดจะดีกว่าแบบแผ่นเรียบ
อุณหภูมิที่ใช้รีดลอกจะอยู่ระหว่าง 190 – 210 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 – 45 วินาที ขึ้นอยู่กับเฉดสีและชนิดของผ้า แรงกดจะอยู่ที่ประมาณ 35 – 45 psi หรือแรงกดปานกลาง

การพิมพ์
ไม่ว่าจะพิมพ์ด้วยระบบใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผู้พิมพ์จะต้องพึงระวังอยู่เสมอคือ การยืดและหดตัวของกระดาษ เนื่องจากประเทศไทยเรามีอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี ดังนั้นหากต้องการพิมพ์สอดสีหรือมีเม็ดสกรีนละเอียด ผู้พิมพ์จะต้องใช้กระดาษที่มีความยืดและหดตัวน้อย เพื่อง่ายต่อการทำงาน โดยเฉพาะหมึกพิมพ์สีระเหิดที่เป็นฐานน้ำ (water-based) นอกจากนี้กระดาษที่นำมาใช้พิมพ์รูปลอก ยังต้องมีคุณสมบัติที่ไม่ซึมซับหมึกมากจนเกินไป และเมื่อรีดลอกแล้วยังต้องมีคุณสมบัติที่จะต้องให้หมึกระเหยออกไปสู่ชิ้นงานผ้ามากที่สุดโดยทั่วไปกระดาษที่นำมาใช้
กับการรีดลอกสีระเหิดนี้จะเป็นกระดาษที่มี clay coated paper โดยมีน้ำหนักระหว่าง 75 – 100 กรัม/ตรม. ขึ้นอยู่กับระบบการพิมพ์โดยเฉพาะการพิมพ์อิงค์เจต ซึ่งแนะนำให้ใช้กระดาษสำหรับการพิมพ์อิงค์เจตโดยเฉพาะ

การควบคุมคุณภาพและตัวแปรในการพิมพ์
อุณหภูมิ
อุณหภูมิที่ใช้ในการรีดลอกจะอยู่ระหว่าง 190-210 องศาเซลเซียส บนเนื้อผ้าหากอุณหภูมิในการรีดลอกต่ำกว่าที่กำหนดจะทำให้สีไม่สดหรืออาจซีดจางกว่าปกติ หรือต้องใช้ระยะเวลาในการรีดนานเกินไป และการเกาะติดของสีอาจไม่ดีเมื่อนำไปซัก หากอุณหภูมิในการรีดสูงเกินอาจทำความเสียหายต่อผ้าที่นำมารีดลอกได้ เช่น ผ้าหด ผ้าเสียรูปทรง และในขณะเดียวกันก็เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานอีกด้วย

วัสดุ
วัสดุที่จะนำมารีดลอกนั้นจะต้องสามารถทนต่ออุณหภูมิที่จะทำการรีดลอกได้ดีโดยไม่เสียรูปทรง หรือ คุณสมบัติอื่นๆ ของวัสดุนั้นๆ และโดยทั่วไป ขนาดของวัสดุที่จะนำมารีดลอกนั้นจะมีขนาดเล็กกว่าขนาดของลายพิมพ์ เพื่อหลีกเลี่ยงรอยกดที่เกิดขึ้นจากขอบกระดาษที่ถูกกดลงไปบบตัวผ้า

เวลา
เวลาในการรีดลอกจะอยู่ที่ประมาณ 30–40 วินาที ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติในการรับสีของวัสดุนั้นๆ ดังนั้น ผู้พิมพ์ควรทดสอบการรีดโดยใช้เวลาที่แตกต่างกันออกไปเพื่อจะได้ทราบถึงเวลาในการรีดที่ถูกต้อง โดยสังเกตจากความเข้มของสีทั้งบนวัสดุและลายที่พิมพ์ หากใช้เวลาในการรีดน้อยเกินไป ส่วนใหญ่เมื่อรีดแล้วสีจะไม่ชัด และมักมีสีอ่อนกว่าที่กำหนดและในทางตรงกันข้ามหากใช้เวลาในการรีดมากเกินไป อาจทำให้สีของวัสดุเปลี่ยนไปโดยที่สีของลายพิมพ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก ในขณะเดียวกันก็เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานและเวลาในการผลิตอีกด้วย

แรงกด
แรงกดนั้นมีส่วนสำคัญต่อคุณภาพของงานที่จะเกิดขึ้น แรงกดปกติที่ใช้ในการรีดลอกจะอยู่ที่ 35-40 psi หรือแรงกดปานกลาง หากแรงกดน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดการพุ้งกระจายของสี เป็นเงาจางๆ บริเวณรอบลายที่พิมพ์และทำให้ลายไม่คมชัด และอาจส่งผลต่อการเกาะติดอีกด้วย
ข้อควรระวัง หากใช้แรงกดมากเกินไปอาจทำให้วัสดุเสียหายได้ เช่น ความนุ่มฟูของวัสดุอาจลดลง หรืออาจเกิดริ้วรอยต่างๆ ที่เกิดจากการกดทับของเตารีดขึ้น

ลายผีหลอก (ghost image)
ลายผีหลอกหรือการเกิดเงาซ้อนบนชิ้นงาน อาจเกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการคือ การเคลื่อนตัวของแผ่นรูปลอกในขณะที่กำลังยกเตาขึ้นโดยสังเกตได้จากเงาซ้อนที่เกิดขึ้นจะเคลื่อนตัวไปในทางเดียวกันทั้งผืน ผู้พิมพ์อาจแก้ไขได้โดยการใช้กระดาษที่มีน้ำหนักมากขึ้นหรือใช้กาวสเปรย์พ่นลงบนแท่นรีดก่อน อีกสาเหตุหนึ่งคือ วัสดุที่นำมารีดลอกมีความหนาแน่นน้อยเกินไป ทำให้สีระเหิดพุ้งกระจายเข้าไปในโพรงอากาศหรือรูพรุนของวัสดุนั้น ๆ ทำให้เกิดรอยสีขึ้น ในกรณีนี้ผู้พิมพ์ควรปรึกษากับลูกค้าว่าสามารถยอมรับได้หรือไม่

สีของลวดลายพิมพ์ไม่สม่ำเสมอ
หากปรากฏว่าหลังจากรีดลอกแล้ว เฉดสีในบางพื้นที่ของลวดลายมีความเข้มอ่อนต่างกันอย่างเห็นได้ชัดนั้น อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ ความผิดพลาดในขณะพิมพ์สีบนรูปลอกไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแผ่น อุณหภูมิบนหน้าเตารีดไม่เท่ากันซึ่งอาจเกิดจากลวดความร้อนเสียหายบางจุด ปัญหานี้มักพบในเครื่องรีดแบบเรียบมากกว่าแบบม้วน และสาเหตุสุดท้ายอาจเกิดจากแผ่นรีดของเตารีดไม่เรียบ มีความสูงต่ำไม่เท่ากัน ทำให้แรงกดในแต่ละจุดไม่เท่ากัน ส่งผลให้สีที่พิมพ์ไม่สม่ำเสมอ

4. เทคโนโลยีเครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ และน้ำหมึก
ตลับหมึกแบบแยกสีหรือรวมสี เครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ที่มีราคาแพง จะแยกสีออกจาก ตลับสี C M Y K แยกออกจากกันอย่างชัดเจน และ EPSON Photo มีถึง 6 ตลับสี โดยเพิ่ม Light Cyan, Light Magenta อีก 2 สี เครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ ที่มีตลับรวมกัน (ตลับเดียว 3 สี CMY) นั้นจะมีราคาถูกกว่า (ตัวเครื่องถูกกว่า) เหมาะ สำหรับการใช้งานส่วนตัวหรือธุรกิจขนาดเล็ก พวกนี้ติดตั้งง่าย ในขณะที่ตลับหมึกแบบแยกสีนั้นเหมาะ สำหรับการใช้งานองค์กรขนาดใหญ่หรืองานที่ต้อง พิมพ์ปริมาณมากๆ

กลไกในการฉีดหมึก
กลไกในการฉีดหมึกของเครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ มีสองแบบคือ แบบเทอร์มอล (Thermal) คือ การใช้ความร้อนในการอุ่นหมึก แล้วควบแน่นไอหมึกเพื่อ ฉีดเป็นหยดหมึกบนกระดาษอีกที และอีกกลไกคือ หัวฉีดหมึกแรงดันสูง (Piezo Electronic) ซึ่งมีใช้ในเครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ EPSON โดยส่วนใหญ่ แล้ว เวลาซื้อ ถ้าหากถามคนขายหรือดูในสเปกของพรินเตอร์ อาจจะไม่ทราบว่าพรินเตอร์รุ่นนั้นใช้เทคโนโลยีใดในการทำงาน ข้อแตกต่างของสองเทคโนโลยีคือ ความแม่นยำ การควบคุมปริมาณ และความคมชัดของงานพิมพ์ ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายต่างก็พัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองให้ดีที่สุด

ประเภทของหมึกที่ใช้
หมึกที่ใช้สำหรับเครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท และบางทีการแบ่งประเภทของเครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ ก็แบ่งตามประเภทหมึกด้วย

• ประเภทแรกคือ Liquid Inkjet คือ ใช้หมึกที่เป็นน้ำ มีแม่สี 4 สี C M Y K โดยจะมีหมึกสองอย่างคือ หมึกพิมพ์แบบ Dye, หมึกพิมพ์แบบ Pigment และหมึกพิมพ์แบบ Solid Ink เครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ราคาประหยัดโดยทั่วไปจะใช้หมึกพิมพ์แบบ Dye เพราะละลาย ได้ง่ายกว่าหมึกพิมพ์แบบ Pigment ให้ระดับสีที่กว้างกว่า เหมาะสำหรับงานทั่วไป แต่หมึกพิมพ์แบบ Pigmentนั้นจะสามารถภาพที่มี ความคงทนมากกว่า ซึ่งทาง EPSON ได้พัฒนาหมึก โดยใช้หมึกพิมพ์ DuraBrite ซึ่งถูกพัฒนาให้มีระดับที่กว้างกว่าและมีความคงทนกว่า

• หมึกประเภทที่สองคือ Dye Sublimation พวกนี้หมึกจะมีลักษณะเป็นฟิล์มบางๆ ของสี 3 สี CMY ส่วนสีดำ เกิดจากการผสมของ 3 สี งานพิมพ์ที่ได้จากเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทประเภทที่ใช้ Dye Sub ถือว่าเป็นงานพิมพ์ระดับมืออาชีพ ต้นทุนค่าหมึกและค่าเครื่องของพรินเตอร์ อิงค์เจ็ทประเภทนี้มีราคาสูง

• ประเภท Solid Ink-jet ประเภทนี้ไม่เหมาะกับงานพิมพ์ภาพถ่าย แต่เหมาะสำหรับการพิมพ์เอกสารเพื่อตรวจปรุ๊ฟ (Proof)

5. การดูแลรักษา
การดูแลรักษาเครื่องพรินเตอร์ ตลับหมึก และโทนเนอร์
การดูแลรักษาจะแบ่งออกเป็น การดูแลรักษา ตลับหมึก โทนเนอร์ และการดูแลรักษาเครื่องพรินเตอร์ ครับ การดูแลรักษาอุปกรณ์เหล่า นี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ จะทำความเข้าใจครับ เพราะเพียงแค่ผู้ใช้เองทำความเข้าใจกับการใช้งานสักนิด ก่อนจะใช้งานก็อ่านคู่มือทำความเข้าใจกับตัวผลิตภัณฑ์สักนิด ก็จะช่วยให้เรา ใช้งานอุปกรณ์เหล่นั้นได้ถูกต้อง ไม่เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาครับ หรือหากพบกับปัญหาผู้ใช้เองก็อาจจะแก้ปัญหาเบื้องต้นที่เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องเสียเวลายกเครื่อง ไปที่ร้าน หรือศูนย์บริการ เพราะเมื่อท่านมารู้ทีหลังว่า “แค่นี้เองหรอ?” จุดบกพร่องอาจจะเกิดจากตัวผู้ใช้เองก็เป็นได้ครับ อย่างนั้นเรามาศึกษาถึงวิธีการดูแล รักษาและใช้งานให้ถูกต้องกันดีกว่าครับ

การดูแลรักษาเครื่องพรินเตอร์
การดูแลรักษาเครื่องพรินเตอร์ก็ไม่ใช่เรื่องยากในการปฏิบัติครับ ยกตัวอย่างเช่น ท่านใช้เครื่องอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ ทุกครั้งที่ท่านเปิด หรือใช้งานเครื่อง คอมพิวเตอร์ ควรที่จะเปิดไฟที่เครื่องพรินเตอร์ ด้วย เพราะจะทำให้เครื่องพรินเตอร์ทำงานตลอดเวลา เพราะว่าเครื่องอิงค์เจ็ท พรินเตอร์จะใช้ตลับหมึกเป็น อุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการพิมพ์ครับ การที่เครื่องพรินเตอร์ไม่ได้ทำงาน ก็จะทำให้ตัวตลับหมึกอยู่กับที่ตลอดเวลา เป็นสาเหตุให้น้ำหมึกแข็งตัว น้ำหมึกก็จะไหล ไปตัดที่หัวพิมพ์ ทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถพิมพ์งานต่อไปได้ครับ ดังนั้นการที่เปิดเครื่องพรินเตอร์ พร้อมๆ กับการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกครั้ง จะทำให้ เครื่องพรินเตอร์ทำการล้างหัวพิมพ์ทุกครั้งที่ใช้งานครับ แต่ทางที่ดีผู้ใช้ควรจะสั่งพิมพ์งานอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งเพื่อให้เครื่องพรินเตอร์ได้ทำงานบ้างครับ หมั่นทำความสะอาดเครื่องพรินเตอร์ และหัวพิมพ์ประมาณ 2-3 อาทิตย์ ต่อครั้ง เพื่อกำจัดฝุ่นละอองและผงที่ตกอยู่ในเครื่องพรินเตอร์ครับ เพราะจะทำให้งาน พิมพ์ที่ได้คุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร

6. หมึกในเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตมีด้วยกัน 2 แบบใหญ่ๆ ก็คือ
1. หมึกที่ละลายน้ำได้ ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อของ “Dry Based Ink”ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตทั่วๆ ไปในปัจจุบัน ด้วยคุณสมบัติของหมึกที่ให้สีสันที่สวยงาม สดใสมีช่วงสีที่กว้าง (Wide Color Gamut) ทำให้สามารถสร้างสรรค์สีได้มาก และหลากหลาย แต่อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยเป็นหมึกที่ละลายน้ำได้และซึมลงไปในเนื้อกระดาษ ทำให้ผลงานที่ถูกพิมพ์ออกมานั้นไม่มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในเรื่องของแสง,น้ำ และการสัมผัสถูไถผลงานที่ถูกพิมพ์ออกมาจึงเหมาะสำหรับใช้ในอาคาร (Indoor)และไม่ถาวรมากนัก

2. หมึกที่ไม่ละลายน้ำ คือมีอนุภาคของของแข็งผสมอยู่ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ “Pigment Ink” ด้วยความที่มีอนุภาคของแข็งผสมอยู่ในน้ำหมึกด้วยจึงทำให้มีผลงานที่พิมพ์ออกมามีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่อย่างไรก็ตามการที่มีอนุภาคของแข็งผสมอยู่ด้วยนั้นก็ได้ทำให้มีขนาดเม็ดหมึกที่ใหญ่ ไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้สีสันที่ออกมาจืดชืด ไม่สดใส มีช่วงสีที่แคบ งานพิมพ์ที่ออกมาจึงขาดความละเอียด สวยงามผลงาน จึงมักถูกนำไปเคลือบ Laminated และนำไปใช้นอกอาคาร (Outdoor) ซึ่งดูกันในระยะไกลๆ ด้วยข้อดีและข้อด้อยในหมึกแต่ละประเภทเอปสันจึงได้ทำการคิดค้น และพัฒนาน้ำหมึก ตลอดจนระบบควบคุมการพิมพ์ต่างๆ จนเกิดเทคโนโลยี “EPSON Colorfast Ink System” ซึ่งถูกนำไปใช้ในเครื่องพิมพ์ EPSON Stylus Pro 7500 / 9500 โดยรวมเอาข้อดีของหมึกแต่ละประเภทและพัฒนาเพิ่มเติมขึ้น จนทำให้ผลงานที่ถูกพิมพ์ออกมามีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมและการสัมผัสถูไถ นานนับ 100 ปี ตลอดจนมีสีสันที่สวยงามสดใส มีช่วงสีที่กว้างมาก (Very Wide Color Gamut)ทำให้สามารถสร้างสรรสีได้มาก และหลากหลายส่งผลให้งานพิมพ์ มีความละเอียด ถูกต้องสวยงาม แม้ดูในระยะใกล้ๆ

7. InkJet Printer (CANNON)
CANON ผู้นำเทคโนโลยีด้านการพิมพ์แบบพ่นน้ำหมึกโดยใช้ความร้อน หรือ เรียกว่า “บับเบิลเจ็ต (Bubble Jet)”

บับเบิลเจ็ต (Bubble Jet) ระบบการพิมพ์แบบพ่นน้ำหมึกโดยใช้ความร้อน และ “Canon Think System” เทคโนโลยีตลับหมึก แยกสีเป็นลิขสิทธิ์ของ Canon คือ สามารถเปลียนตลับหมึกที่ละสีได้ เมื่อสีใดสีหนึ่งหมด ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหมึกทั้งชุด PhotoRealism ช่วยให้การพิมพ์ด้วยเครื่องบับเบิลเจ็ท ได้คุณภาพออกมาดีทีเดียว ใช้หมึกพิมภาพถ่าย BC-22, BC-22e, BC-06
Image Optimizer เทคโนโลยีจากไดรฟ์เวอร์ของเครื่องพิมพ์ระบบบับเบิ้ลเจ็ทของ Canon ช่วยปรับภาพให้มีความละเอียด ต่ำทำให้ภาคมชัดยิ่งขึ้น และปรับรอยหยักของภาพให้หายไปด้วย เช่นภาพที่ download จาก Internet เป็นต้น
Super Economy ระบบประหยัดหมึก ซึ่งจะพบได้กับเครื่องพิมพ์ระบบบับเบิ้ลเจ็ทที่มี SP ต่อจากรุ่นของเครื่องพิมพ์
Photo Optimizer เทคโนโลยีที่ช่วยปรับภาพจากการสแกนหรือจากกล้องดิจิตอลที่มืด จะช่วยให้ภาพสว่างขึ้น
Drop Modulation ระบบการพ่นหมึกที่สามารถปรับขนาดหยดหมึกเป็นขนาดเล็ก-ใหญ่ได้
P-Pop (Plain Paper Optimized Printing) เทคโนโลยีกันน้ำจากเครื่องพิมพ์ รุ่น BJC-7000/7100 ช่วยให้ภาพพิมพ์ที่พิมพ์ออกมาไม่เปียก
Dual Cartridge System เทคโนโลยีใช้ตลับหมึกคู่ BJC-5000/5100 พิมพ์งานได้เร็วขึ้น เพราะช่วยลดระยะการวิ่งของหัวพิมพ์
Scan-in-Printer เป็นทั้งเครื่องพิมพ์ และเครื่องสแกนเนอร์ในตัวเดียวกัน

8. InkJet Printer (EPSON)
Epson ได้รับความนิยมดีมาตลอดโดยเพาะด้านงานพิมพ์ที่สีสันสวยสดใส พร้อมด้วยการพิมพ์ที่ให้ความละเอียดสูง

EPSON Micro Piezo Technology เป็นการพัฒนา ระบบการฉีดพ่นหมึกความดันแรงสูง เป็นระบบที่ฉีดพ่นหมึก ที่มีความเทียงตรงและมีความแม่นยำสูง ด้วยความละเอียด 1440 จุดต่อนิ้ว ด้วยหัวพิมพ์ Micro Piezo สามารถควบคุมขนาดของน้ำหมมึกที่พ่นลงสู่กระดาษ ให้เล็ก หรือใหญ่ได้
AcuPhoto Halftoning (AmaZing Color accUracy Photo Halftoning) เทคโนโลยีที่ช่วยแปลงวิธีระบบสี RGB จากหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็น CMYK ในขั้นตอนการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์
EPSON PhotoEnhanced ระบบปรบชดเชยสีสัน และเพิ่มความคมชัด โดยการเสริมมิติของสี และแสงเงาของภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มใช้
EPSON QuickDry Ink ระบบการแห้งเร็วของน้ำหมึก ภายในเวลา 0.1 วินาที แห้งทันทีเมื่อสำผัสกับวัสดุที่ใช้พิมพ์
EPSON Photo-Quality Media วัสดุการพิมพ์ที่สามารถรองรับน้ำหมึกได้อย่างถูกต้อง เพื่อ EPSON PhotoEnchance 3 ระบบปรบชดเชยสีสัน และเพิ่มความคมชัด เหมาะกับรูปที่ต้องการชดเชยสีสันที่ขาดหายไป หรือต้นฉบับที่ไม่คมชัด ซึ่งได้มาจากสแกนเนอร์ หรือ Digital Camera ปัจจุบันแป็น EPSON PhotoEnchance 4
EPSON Colorfast Ink System EPSON Stylus Pro 7500 (24 นิ้ว) /9500 (44 นิ้ว), EPSON Stylus Pro 2000P (A3+) ซึ่งหมึกพิมพ์ในวงการงานพิมพ์ดิจิตอล มีหมึกพิมพ์ในเครื่องอิงก์เจ็ตมีด้วยกัน 2 แบบใหญ่ๆ คือ หมึกที่ละลายน้ำได้ รู้จักกันดีในชื่อของ “Dry Based Ink” ซึ่งใช้กันแพร่หลายในเครื่องอิ้งก์เจ็ตทั่วไป แต่เนื่องจากเป็น หมึกที่ละลายน้ำได้และซึมลงไปในเนื้อกระดาษ ทำให้งานพิมพ์นั้นๆ ไม่คงทนต่อสภาพแวดล้อมเท่าที่ควร
หมึกที่ไม่ละลายน้ำ มีอนุภาคของ ของแข็งผสมอยู่ ในชื่อว่า “Pigment Ink” ด้วยอนุภาคของแข็งนี้เองจึงทำให้งานพิมพ์ มีสภาพอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่การที่มีอนุภาคของแข็งผสมอยู่นั้น ทำให้ขนาดเม็ดสีใหญ่ และไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้สีสันออกมาจืดชืด ไม่สดใส มีช่วงสีที่แคบ งานพิมพ์จึงขาดความละเอียด

9. InkJet Printer(HP)
HP เป็นอีกยี่ห้อหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยงานพิมพ์ที่สวยงาม และความคงทนต่อการใช้งาน ลดปัญหากระดาษติดภายใน โดยมีถาดป้อนกระดาษทางเข้าด้านหน้า และระบบหัวพ่นหมึกอยู่ที่ตลับหมึกแทน ที่จะอยู่กับเครื่องพิมพ์ ซึ่งช่วยลดการอุดตันของ
หัวพ่น เพราะหัวพ่นหมึกจะมีการเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตลับหมึก แต่ราคาตลับหมึกออกจแพงนิดหน่อย

HP PhotoREt II เทคโนโลยีการผสมสีจริง สามารถตอบสนองงานพิมพ์ที่ต้องการ สีสันสวยสดใส แม้พิมพ์บนกระดาษธรรมดา ให้หยดหมึกที่เล็กกว่าปริ้นเตอร็ทั่งไปถึง 70% และให้จำนวนสีในหนึ่งจุดมากที่สุดถึง 16 หยดในหนึ่งจุด ไล่เฉดสีได้มากกว่า HP PhotoREt 3 พัฒนาจากการพิมพ์ของ HP PhotoRet II เริ่มจากการผสมสีที่จุดสีได้มากถึง 29 ชั้นสีต่อ 1 จุด โดยพิมพ์ทับไปในจุดสี จะมีขนาดเพียง 5 พิโคลิตร ด้วยความถี่ของการพ่นหมึกถึง 7.3 ล้านหยดใน 1 วินาที ทำให้สามารถสร้างความสว่าง หรือเฉดของสีหลักได้ถึง 17 ระดับ ก่อให้เกิดสีนับพันสี มากกว่าระบบอื่นถึง 400 เท่า และ HP ยังได้เพิ่มคำสั่งพิเศษของพริ้นเตอร์

HP DeskJet โดยการลดขั้นตอนการ พิมพ์แบบหลายครั้ง ด้วยคำสั่งเดียว เช่น
* Mirror พิมพ์กลับด้านเหมาะสำหรับงานแผ่นใส และกระดาษรีดเสื้อ
* พิมพ์สลับลำดับ เริ่มพิมพ์จากด้านหน้าสุดท้าย และสะดวกต่อการเรียงเข้าเล่มจำนวนมาก
* พิมพ์ต่อเนื่อง (Banner) ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ขนาดความยาวถึง 1.20 เมตร
* Handout พิมพ์งานย่อหลายหน้าใว้ในการดาษ A4 หน้าเดียว
* Poster(Tiling หรือ Billboard) ขยายงานพิมพ์ให้เป็นหลายส่วนสามารถประกอบเป็น Poster ได้หลายส่วน

ColorSmart III ช่วยลดความยุ่งยากในการเลือกลักษณะการพิมพ์ ให้เหมาะสมกับประเภทของงาน โดยไดร์เวอร์ สามารถสร้างข้อกำหนดในการพิมพ์แบบอัตโนมัติ ทั้งส่วนที่เป้นข้อความและรูปภาพ HP SmartFocus ขยายคุณภาพ และความคมชัดของภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แม้งานสิ่งพิมพ์ที่มีความละเอียดต่ำ Automatic Contrast Enhancement (ACE) ทำหน้าที่ปรับแต่งภาพที่มีระดับแสงต่ำเกินไป ให้มีความสว่างของสีมากขึ้น
และรายละเอียด คมชัดมากขึ้น โดยปรับแต่งด้านแสงเพียงอย่างเดียว สีจะยังคงเดิม MMX ของ Pentium และ SIMD ของ Pentium III จาก Intel ทำหน้าที่ประมวลผลภาพกราฟิกที่ซับซ้อน และสีให้ปรากฏ เพื่อใช้งานได้รวดเร็วแม้ขณะเครื่องพิมพ์กำลังทำงาน

10. InkJet Printer (LEXMARK)
Lexmark เป็นอีกยี่ห้อหนึ่งที่จำหน่ายอยู่ในบ้านเราซึ่งราคาไม่แพงมากนัก

Thermal inkjet เทคโนโลยีหัวพิมพ์ที่ใช้ระบบความร้อนที่ช่วยในการพิมพ์ Excimer Laser-Crafted High Resulotion Ink Cartridges ทำให้คุณภาพงานพิมพ์มีความคมชัดเทียบเท่ากับงานพิมพ์
ที่ได้จากเครื่อง พิมพ์เลเซอร์ และหมึกดำกันน้ำ ความคมชัดสูง สามารถพิมพ์แบบ Photo ( 6 สี ) ColorFine driver software แสดงถึงสถานะของเครื่องพิมพ์ พร้อมทั้งบอกปริมาณของน้ำหมึกที่เหลืออยู่ผ่านจอมอนิเตอร์ และเสียงบอกการทำงานของเครื่องพิมพ์
Hexa Coloe เทคโนโลยี 2 หัว 6 สี เพิ่มประสิทธิภาพงานพิมพ์
Drop & Go เทคโนโลยีการป้อนกระดาษแบบใหม่ ไม่ต้องยุ่งยากในการจัดกระดาษให้ตรง
คำสั่งเพิ่มเติมสำหรับการทำงานของ อิงค์เจ็ต
Booklet Printing พิมพ์เข้าเล่มเป็นหนังสือได้ทันที
Handout Printing พิมพ์ได้ถึง 8 หน้าในแผ่นเดียว
Poster Printing พิมพ์โปสเตอร์ขนาดใหญ่ได้อย่างสบาย
Two-sided Printing พิมพ์หน้า-หลังได้ โดยไม่ยุ่งยาก

11. การเลือกใช้เครื่องพิมพ์
การเลือกใช้ให้เหมาะกับงาน
การพิมพ์แบบอิงค์เจ็ตนี้เห็นว่าจะได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้
ประเภท โฮมยูส และ สำนักงานหรือออฟฟิศ ที่ต้องการ เอกสารที่เน้นสีสัน และพิมพ์ภาพ แต่ถ้าหากคุณต้องการปริมาณงานพิมพ์ เอกสารสีที่มีมาก ในคราวเดียวกัน และต้องการความคมชัดและรวดเร็วอย่างสูง คงจะต้องหันไปเลือก เครืองพิมพ์เลเซอร์

สี ซึ่งราคาแพงมาก..ไม่เหมาะกับผู้ใชัโฮมยูส หรือ สำนักงานออฟฟิศขนาดเล็ก หรือกลาง

ความละเอียดคมชัด ปัจจุบันความละเอียดของปรินเตอร์ควรเลือกซื้อไม่ต่ำกว่า 600 dpi ควรเลือกพริ้นเตอร์ที่มีความละเอียดสูง 1440 x 720 dpi หรือ 1200 x 1200 dpi ขึ้นไป เนื่องจากเทคโนโลยีความละเอียดของพริ้นเตอร์ชนิดนี้ ได้ขยับขึ้นไปอีก โดยให้ความละเอียด ในการพิมพ์มากถึง 2880 x 720 dpi และ 2400 x 1200 dpi ความเร็วในการพิมพ์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง เนื่องจากจะช่วยเราในการประหยัดเวลาในการทำงานลงได้ ปัจจุบันพริ้นเตอร์มีความเร็ว มากกว่าในระดับ 10 หน้าต่อนาทีขึ้นไป ซึ่งบางยี่ห้อสามารถพิมพ์ด้วยความเร็วสูงถึง 17 หน้าต่อนาที (หมึกดำ) ปัจจุบันมีความเร็วเริ่มต้น ในการพิมพ์ควรเลือกตั้งแต่ 5-10 หน้าต่อนาที

Color Series หรือ Photo Series เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตจะแบ่งชนิดของเครื่องตามประเภทของงานพิมพ์เช่น
* Color Series เหมาะกับงานพิมพ์ที่ต้องการสีสัน ที่คมชัด สดสวย ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์อักษร (Text) หรือรูปภาพ (Images) ตลับหมึกจะมี 4 สี
* Photo Series เหมาะสำหรับการพิมพ์รูปภาพเป็นส่วนใหญ่ มีการพัฒนาทั้งด้านเครื่องพิมพ์ และตลับหมึกเพิ่มขึ้นมาเป็น 6 สี โดยเพิ่ม Ligth Cyan และ Light Magenta ขึ้นมา (ข้อสังเกตุ เครื่องพิมพ์ชนิดนี้จะสามารถใช้หมึก Photo กับงานพิมพ์ได้)

ตลับหมึก ตลับหมึกเป็นเหมือนค่าใช้จ่ายที่เราต้องเสียไปในอนาคต ฉนั้นการเลือกซื้อพริ้นเตอร์ไม่ควรละเลยเรื่องนี้เลย
ซึ่งการเลือกตลับหมึกมีคร่าวๆ ดังนี้
* ตลับหมึกแยกสีหรือไม่ เพราะเราสามารถเปลี่ยนตลับสีได้เมื่อสีใดสีหนึ่งหมด
* สามรถเติมหมึก ลงในตลับหมึกได้หรือไม่ ซึ่งน้ำหมึกที่เติมนี้พอจะช่วยทดแทนการพิมพ์งานได้ในระดับหนึ่ง (แต่จะไม่สดเท่ากับหมึกใหม่ของแท้) ช่วยประหยัดเงินในการซื้อตลับหมึกใหม่
* เครื่องพิมพ์มีระบบตรวจเช็คน้ำหมึกที่เหลืออยู่หรือไม่ หรืออาจจะมมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเพื่อให้เปลี่ยนตลับหมึก

ถาดป้อนกระดาษ-ถาดรองรับกระดาษ โดยปกติอิงค์เจ็ต จะมีถาดป้อนกระดาษด้านบน และถาดรองรับกระดาษอยู่ด้านหน้า ยกเว้นยี่ห้อ HP ที่เน้นระบบป้อนกระดาษอยู่ด้านหน้า ซึ่ง HP ให้เหตุผลว่าสามารถโอากศในการ ติด หรือ ซ้อนกันของการดาษขณะพิมพ์ได้ อย่างไรก็ดี ควรเลือกความจุของกระดาษและถาดรองรับกระดาษที่สามารถบรรจุกระดาษได้มากๆ (จุได้ประมาณ 100 แผ่นเป็นอย่างน้อย)
รองรับกระดาษได้หลายหลาก ควรคำนึงถึงการรองรับขนาดาขอกระดาษพิมพ์ว่าสามารถใส่เข้าสู่ถาดป้อนกระดาษขนาดสูงเท่าใด ซึ่งโดยทั้วไปมักจะรองรับกระดาษได้สูงสุด A4 แต่บางรุ่นก็รองรับได้มากถึง A3 และ A2
หน่วยความจำ ยิ่งหน่วยความจำมีมากเท่าไหร่ยิ่งดี เนื่อจากจะช่วยให้การทำงานของเครื่องพิมพ์ สามารถรับข้อมูลและคำสั่งในการพิมพ์ ได้ในปริมาณที่มากได้ ควรมีหน่วยความจำ RAM ขนาด 2 MB เป็นอย่างต่ำ และควรมีบัฟเฟอร์ในการรับข้อมูล ที่มาจากคอมพิวเตอร์ด้วย

อินเตอร์เฟส หรือ คอนเนกเตอร์ของเครื่องพิมพ์ พริ้นเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นอินเตอร์เฟสแบบ Parallel ที่ต่อขนานกับพอร์ตขนานของคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการพัฒนาของคอมพิวเตอร์ ซึ่งสนับสนุนการเชื่อมต่อแบบ BSB (Universal Serial BUS) สนับสนุนการทำงานแบบ Plug & Play ที่สามารถติดตั้งได้รวดเร็วและง่าย โดยขณะที่ติดตั้งไม่จำเป็น ต้องปิดเครื่อง และการรับส่งเร็วกว่า อินเตอร์เฟส แบบ Parallel อีกด้วย นอกจานี้ ยังมีเครื่องอิงค์เจ็ตบางรุ่นสนับสนุนการพิมพ์ผ่านพอร์ตอินเตอร์เฟศแบบไรสาย เช่น HP DeeskJet 990Cxi ซึ่งสามารถส่งข้อมูลเครื่อง PDA หรือ Palm หรือ เครื่องแลปท้อปหรือโทรทัศน์รุ่นที่สนับสนุนการส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เฟส

ไดรเวอร์พรินเตอร์ การตรวจดูสถานะการพิมพ์งานทั่วๆ ไป เช่น
– การตรวจเช็คหรือแจ้งเตือนระดับหมึกที่ไกล้หมด Ink Detector หรือ Ink Level
– การบอกสถานะการทำงานของเครื่องพิมพ์ในขณะนั้น ด้วยข้อความ หรือเสียง
– การปรับเลือกชนิดกระดาษพิมพ์ให้อัตโนมัติ
– ระบบจัดเส้นหมึกพิมพ์โดยอัตโนมัติ
– การปรับคุณภาพของภาพให้โดยอัตโนมัติ
– การกำหนดปริมาณน้ำหมึกที่จะให้ในการพิมพ์ ว่ามากน้องเพียงไร
– ออปชั่นในการกำหนดให้พิมพ์ในโหมดประหยัดหน่วยความจำ ซึ่งจะช่วยให้ผู้พิมพ์ได้เร็วโดยใช้หน่วยความจำ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
– การจัดการเรื่องสี การแชร์ หรื่อการแบ่งปันการใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วมกัน
– การบริการต่างๆ เช่น การล้างหัวพิมพ์ การปรับแต่เส้นหมึกพิมพ์ ฯลฯ
– การกำหนด ไม่ว่าจะเป็นแนวการพิมพ์ หรือพิมพ์หลายหน้าในแผ่นเดียวกันได้ พิมพ์กลับด้าน หรือการพิมพ์โปรสเตอร์ เป็นต้น

ประหยัดพลังงาน ในเวลาที่คุณไม่พิมพ์งานและเปิดเครื่องพิมพ์ทิ้งไว้ ณ ขณะนั้นเครื่องพิมพ์ที่มีระบบประหยัดพลังงาน จะช่วยให้พลังงานไฟในขณะนั้นลดน้อยลง หรือเครื่องพิมพ์บางรุ่น อาจปิดเครื่องพิมพ์ให้โดยอัตโนมัติ และสามารถเปิดได้ทันทีเมื่อต้องการใช้งานซอฟต์แวร์ที่ให้มาด้วย ซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่อำนวยความสะดวก เช่น ซอฟต์แวร์สติกเกอร์ สามารถพิมพ์สติกเกอร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องไปตกแต่ง ภาพหรือออกแบบสร้างกรอบ ฯลฯ
** และที่สำคัญนอกจากสิ่งที่กล่าวมานี้ทั้งหมดคือ การรับประกัน และศูนย์ซ่อมให้บริการหลังการขาย ว่ามีมากน้อยเพียงไร ทั้งอาจสอบถาม คุณภาพจากผู้ที่เคยใช้พรินเตอร์ยี่ห้อนั้นมาแล้วว่าคุณภาพการพิมพ์ และความคงทนในการใช้งานเป็นอย่างไร **

12. เครื่องพิมพ์ดิจิตอลในปัจจุบัน
เครื่องพิมพ์ดิจิตอลที่พอจะหาได้แบ่งได้เป็น 6 ระบบ
ระบบ Ink Jet การพิมพ์แบบอิงค์เจ็ตนี้เห็นว่าจะได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้
ประเภท โฮมยูส และ สำนักงานหรือออฟฟิศ ที่ต้องการ เอกสารที่เน้นสีสัน และพิมพ์ภาพ แต่ถ้าหากคุณต้องการปริมาณงานพิมพ์ เอกสารสีที่มีมาก ในคราวเดียวกัน และต้องการความคมชัดและรวดเร็วอย่างสูง คงจะต้องหันไปเลือก เครืองพิมพ์เลเซอร์สี ซึ่งราคาแพงมาก..ไม่เหมาะกับผู้ใชัโฮมยูส หรือ สำนักงานออฟฟิศขนาดเล็ก หรือกลาง
ปัจจุบันความละเอียดของปรินเตอร์ควรเลือกซื้อไม่ต่ำกว่า 600 dpi ควรเลือกพริ้นเตอร์ที่มีความละเอียดสูง
1440 x 720 dpi หรือ 1200 x 1200 dpi ขึ้นไป เนื่องจากเทคโนโลยีความละเอียดของพริ้นเตอร์ชนิดนี้ ได้ขยับขึ้นไปอีก โดยให้ความละเอียด ในการพิมพ์มากถึง 2880 x 720 dpi และ 2400 x 1200 dpi

ข้อดี ทางเราสามารถพิมพ์ได้หน้ากว้าง 50 นิ้ว ความยาวไม่จำกัด คิดเพียงตารางนิ้วละ 2 บาทเท่านั้น กระดาษเนื้อเงามัน (Photo Glossy Film 180 g)
ข้อเสีย ถ้าต้องการพิมพ์งานที่ใช้นอกอาคารราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากต้องใช้หมึกกันน้ำและกระดาษหรือมีเดียอื่น ๆ ที่สามารถทนสภาพนอกอาคารได้

ระบบ Thermal
โดยระบบนี้จะไม่มีหมึก คือจะไม่มีวัสดุสิ้นเปลืองเป็นตลับหมึกเหมือนเครื่องพิมพ์อิ้งเจ็ต ระบบการทำงาน จะมีหัวพิมพ์ที่ให้ความร้อนหลายระดับ เมื่อมีการสั่งพิมพ์หัวพิมพ์จะทำการแปลงสัญญาณ ภาพให้เป็นค่าความร้อนต่าง ๆ ตามค่าสีของภาพที่ได้รับแล้วทำการรีดหัวอ่านผ่านกระดาษที่ได้มีการเคลือบ น้ำยาหรือสารที่ทำปฏิกิริยากับความร้อน ที่อุณหภูมิที่พอเหมาะบนกระดาษจะให้สีตามที่ได้รับความร้อนมา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรีดกระดาษครั้งเดียวแล้วได้ภาพที่สมบูรณ์ออกมาเลย มันจะต้องรีดถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 1 สี โดยจะได้สีเหลือง (เขียว) ก่อน ต่อจากนั้นสีแดง และสีน้ำเงิน จึงถือว่าสิ้นสุดกระบวนการจะใช้เวลา ในการ พิมพ์ต่อขนาด A6 ประมาณ 3 นาที และขนาด A4 ประมาณ 3 นาทีเช่นกัน งานที่ได้จะอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไปแล้วแต่สภาพการเก็บรักษา มีความละเอียดตั้งแต่ 150 – 300 DPI

ข้อดี ไม่ต้องพะวงเรื่องการใส่หมึก ใช้แค่เพียงแต่ใส่กระดาษเท่านั้น
ข้อเสีย กระดาษบางยี่ห้อไม่สามารถโดนน้ำได้ เนื่องจากสารที่เคลือบบนผิวหน้ากระดาษสามารถทำปฏิกิริยากับน้ำได้ อีกข้อหนึ่งคือกระดาษที่ยังไม่ได้ใช้หากเก็บไว้ไม่ดีหรือเก็บไว้เป็นเวลานาน หรือ โดนแสง ไว้ใกล้บริเวณที่มีความร้อนสูง เวลาพิมพ์ออกมาจะได้ภาพที่ไม่มีความสม่ำเสมอ

ระบบ Thermal Dye Sublimationระบบนี้ยังคงใช้ความร้อนในการพิมพ์เหมือนระบบ Thermal แต่จะเป็นคนละแบบกับระบบแรกคือจะมีหมึกซึ่งจริง ๆ แล้วเรียกว่า ริบบ้อน (Ribbon) เนื่องจากไม่ได้เป็นน้ำ แต่เป็นม้วนพลาสติกที่มีพลาสติกสีใส 3 สี คือเหลือง(เขียว) แดง น้ำเงินแล้วรีดริบบ้อนหนักเบาไม่เท่ากัน ทีละสีจบครบ 3 สี และจะมีบางยี่ห้ออาจจะพิมพ์ถึง 4 รอบ คือรอบสุดท้ายจะรีดพลาสติกใสเพื่อเคลือบ ผิวหน้าอีกทีหนึ่ง ให้คงทนมากยิ่งขึ้น จะใช้เวลาในการ พิมพ์ต่อขนาด A6 ประมาณ 2.5 นาที และขนาด A4 ประมาณ 3 นาที งานที่ได้จะอายุประมาณ 5 ขึ้นไปแล้วแต่สภาพการเก็บรักษามีความละเอียดตั้งแต่ 150 – 314 DPI

ข้อดี มีความคมชัดสูง คงทน ให้สีค่อนข้างใกล้เคียงต้นฉบับ 80 % ขึ้นไป ไม่มีสารเคมี กันน้ำ 100 %
ข้อเสีย ไม่สามารถทำเคลือบวิทยาศาสน์ หรือเคลือบร้อน ได้

ระบบ การฉายแสง หรือ LED (Light Emitting Diode)ระบบนี้ไม่ได้ใช้ความร้อนเหมือนระบบ Thermal แต่จะใช้วิธีการฉายแสงด้วยแสงเลเซอร์ผ่านสายใยแสงนำแก้ว (Fiber Opic) ลงบนกระดาษอัดรูป ซึ่งระบบจริงๆแล้วได้พัฒนามาจาก ระบบการล้างรูปในเครื่องอัดขยายภาพทั่วไปในร้านอัดภาพ บางยี่ห้อฉายแสงโดยผ่านเลนส์ก่อน บางยี่ห้อ ยิงลำแสงเลเซอร์ลงไปบนกระดาษโดยตรงโดยไม่ผ่านเลนส์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องที่พิมพ์ขนาดหน้ากว้าง ขนาดใหญ่ หลังจากมีการฉายแสงแล้ว กระดาษที่ถูกฉายแสงก็จะเข้ากระบวนการล้างในห้องน้ำยาในเครื่อง ซึ่ง น้ำยาก็จะเป็นสูตรเดียวกับเครื่องล้างทั่ว ๆไป เช่น RA-4 ดังนั้นคุณภาพที่พิมพ์ออกมาจะมีความสวย และความคมชัดเหมือนภาพที่อัดจากมินิแล๊ปทั่วไป ซึ่งจะมีความละเอียดตั้งแต่ 125 – 500 DPI
ไฟล์ภาพที่ใช้ในการส่งพิมพ์ควรจะเป็นพวก TIFF , BMP , JPG (Jpeg) , PSD ในโหมดสี RGB

ข้อดี มีความคมชัดสูง คงทน ให้สีค่อนข้างใกล้เคียงต้นฉบับ 80 % ขึ้นไป กันน้ำ 100 %
ข้อเสีย เครื่องมีราคาสูงมาก

ระบบ DTP (Desktop To Print) เป็นระบบพิมพ์ภาพที่ใช้ระบบการพิมพ์คล้ายโรงพิมพ์ ดังนั้นงานพิมพ์ที่ออกมาก็จะคล้ายงานสิ่งพิมพ์เช่นกัน หากท่านเคยเห็นงานสิ่งพิมพ์ที่เป็นใบปลิว หนังสือ โปสเตอร์ต่าง ๆ ซึ่งในการพิมพ์ต่อครั้งในโรงพิมพ์นั้นเราจะต้องทำเพลท (Plate) ขึ้นมาก่อนซึ่งจะใช้ค่าใช้จ่ายในการทำเพลทถึง 4 สี ต่อการพิมพ์งาน 1 ชิ้น ค่าใช้จ่ายบางครั้งอาจจะเป็น หลายพันบาทจนถึงเป็นหมื่นบาท ในขณะที่ยังไม่ได้งานพิมพ์เลยสักแผ่น
แต่ในระบบ DTP จะใช้เพลทดิจิตอล จึงทำให้เราไม่ต้องจ่ายค่าทำเพลทเลย อีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนก็คือ การสั่งพิมพ์ในโรงพิมพ์นั้นการสั่งพิมพ์จะต้องพิมพ์ในจำนวนหลายพันใบขึ้นไปเพื่อทำให้ต้นทุนต่อใบมีต้นทุนต่ำ ๆ แต่ในการใช้งานบางครั้งเราต้องการพิมพ์เพียงไม่กี่ใบ บางทีอาจจะ 10 ใบ หรือ 100 ใบ ถ้าเราส่งไปโรงพิมพ์ โรงพิมพ์ก็คงจะไม่รับเนื่องจากมีจำนวนน้อยเกินไป ดังนั้นระบบ DTP จึงเข้ามาทดแทนระบบโรงพิมพ์ที่ต้องการงานจำนวนน้อย ๆ
ความสามารของระบบ DTP คือสามารถพิมพ์หนังสือจำนวน 1 เล่ม ได้ หรืออาจจะทำบรรจุภัณฑ์ เช่น กล่องต่าง ๆ ในจำนวนน้อย ๆ ได้ โดยระบบสีในการพิมพ์จะเป็นระบบ ซี-เอ็ม-วาย-เค (CMYK) ดังนั้นการเจาะจงที่จะใช้พิมพ์ภาพถ่ายนั้นจะให้งานไม่สวยเท่าระบบ LED แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการที่จะนำไปใช้งานของท่านอยู่ดี จริง ๆ แล้วส่วนมากจะใช้งานที่เป็นพวกงานสิ่งพิม์มากว่า เช่น หนังสือ นามบัตร การ์ด ปฏิทิน ใบปลิว โปสเตอร์ กล่องบรรจุภัณฑ์
สามารถพิมพ์หน้าหลังได้ มีความคมชัดของตัวหนังสือสูง โดยค่าใช้จ่ายในการพิมพ์จะแพงกว่าโรงพิมพ์ แต่จะถูกว่าการถ่ายเอกสารสี ในความเป็นจริงก็คือถ้าท่านต้องการมากและราคาถูกควรจะส่งโรงพิมพ์จะดีกว่า แต่ถ้าต้องการจำนวนน้อยคงจะต้องเป็นระบบ DTP เท่านั้นที่ท่านควรเลือกใช้ ระบบ DTP มีความละเอียดในการพิมพ์ตั้งแต่ 150- 300 DPI
ไฟล์ภาพที่ใช้ในการส่งพิมพ์ควรจะเป็นพวก PDF , PM6 , P65 , TIFF , BMP , JPG (Jpeg) , PSD ในโหมดสี CMYK

ข้อดี มีความคมชัดสูงในงานที่เป็นตัวหนังสือ ราคาถูกเมื่อเทียบกับงานที่พิมพ์จากเลเซอร์สี สั่งพิมพ์จำนวนน้อย ๆ ได้ กันน้ำ 100 %
ข้อเสีย เครื่องมีราคาสูงมาก พิมพ์รูปภาพจะไม่ค่อยสวย ราคาจะแพงถ้าเทียบกับโรงพิมพ์ ระบบการพิมพ์เป็น CMYK

ระบบ การฉายแสงแบบใช้หลอด CRT จะเป็นหลักการเดียวกับเครื่องอัดขยายภาพทั่ว ๆ ไปตามมินิแล๊ปเพียงแต่เสริมอุปกรณ์บางอย่างเข้าไปเพื่อให้รับไฟล์จากเครื่องดิจิตอล หลังจากมีการฉายแสง CRT แล้ว กระดาษที่ถูกฉายแสงก็จะเข้ากระบวนการล้างในห้องน้ำยาในเครื่อง ซึ่ง น้ำยาก็จะเป็นสูตรเดียวกับเครื่องล้างทั่ว ๆ ไป เช่น RA-4 ให้ความละเอียดประมาณ 150 – 200 PPI

ข้อดี มีความคมชัดปานกลาง คงทน ให้สีค่อนข้างใกล้เคียงต้นฉบับ 80 % ขึ้นไป กันน้ำ 100 %
ข้อเสีย เครื่องมีราคาสูง ให้ภาพที่เป็นลาย ๆ บนภาพ ไม่สวยงามเท่าระบบ LED

13. Inkpad…. คืออะไร
Protection Counter คืออะไร
Inkpad…. คืออะไรในปริ้นเตอร์ Epson ทุกครั้งที่มีการ Clean ปริ้นเตอร์จะดูดน้ำหมึก อย่างแรง ที่หัวพิมพ์ แล้วส่งไปทิ้งที่ด้านล่างเครื่อง เป็นแผ่นซับหมึก(InkPad) …
นั้นคือ เมื่อเครื่องมีการ Clean บ่อยๆ หรือ Clean ไปเรื่อยๆ ตามการใช้งาน แผ่นซับหมึกใต้เครื่องจะเต็ม

และเมื่อเต็ม แล้ว ก็ต้องเปลี่ยนออก
แต่นั้น เครื่องจะรู้ได้อย่างไรว่า Inkpad เต็ม…
ก็จากการนับจำนวนการ Clean เรียกว่า ทุกๆครั้งที่มีการ Clean ที่บอร์ดเครื่องจะมีการนับสะสมไปเรื่อยๆจนครบจำนวนการคลีน (กี่ครั้ง ไม่ทราบแน่ครับ ต้องถาม ทาง เอปสันอีกที “-_-)
เรียกว่า Protection Counter
Protection Counter คือ เมื่อเครื่องนับจำนวนการคลีนได้ถึงจำนวน หนึ่ง เครื่องก็จะหยุดทำงาน ทันที อาการก็จะแสดงดังที่เกิดคือ ไฟเขียว-แดง ติดสลับกันไป… เป็นการป้องกันน้ำหมึกที่ inkPad เต็มจนล้น ออกนอกเครื่องครับ…

Categories: iT
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: